วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีสิ่งทอและเสื้อผ้า

เทคโนโลยีสิ่งทอและเสื้อผ้า


สาระความสำคัญ มนุษย์นำสิ่งทอมาใช้ประโยชน์มากมาย ทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ สิ่งทอทำจากวัสดุหลากหลายชนิด มีสีสันมากมาย ประโยชน์ใช้สอยตามคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ทำให้การนำสิ่งทอมาออกแบบเพื่อใช้งานต่างๆ ต้องคำนึกถึงปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกันเพื่อให้ผลงานที่ออกแบบและสร้างออกมา นั้นเหมาะสมและเป็นที่น่าพึงพอใจแก่ผู้ใช้งานมากที่สุดรายละเอียดสาระการเรียนรู้

 

1. ใยผ้า ใยผ้าเป็น หน่วยที่เล็กที่สุดของผ้ามีความยาวมากกว่าความกว้างหลายเท่า มีสมบัติที่เหมาะสำหรับใช้ทำเส้นด้านหรือทำผ้า การจำแนกใยผ้าได้หลายวิธี ที่นิยมกันส่วนใหญ่จะนิยมตามส่วนผสมทางเคมี ซึ่งแบ่งได้ 4 ประเภท ได้แก่
 

1.1 ใยเซลลูโลส เป็นเส้นใยที่ได้จากพืช เช่น ฝ้าย นุ่น ลินิน ป่าน ปอ สับปะรด และอะบากา เป็นต้น
 

1.2 ใยโปรตีน เป็นเส้นใยที่มีส่วนประกอบของโปรตีน มีทั้งใยธรรมชาติและใยประดิษฐ์ ใยโปรตีนธรรมชาติได้แก่ ใยจากขนสัตว์ เช่าขนแกะ อูฐ และกระต่าย เป็นต้น ใยโปรตีนประดิษฐ์ ได้แก่โปรตีนจากข้าวโพด โปรตีนจากถั่วเป็นต้น
 

1.3 ใยสังเคราะห์ ได้จากการสังเคราะห์จากสารเคมี เช่า ไนลอน โพลิเอสเตอร์ โอเลฟีน วินยอน และอะคริลิก
 

1.4 ใยอนินทรีย์ มีทั้งใยธรรมชาติและใยสังเคราะห์ ใยธรรมชาติ ได้แก่ ใยหินอย่างเดียว ใยสังเคราะห์ได้แก่ ใยแก้ว และใยโลหะ เป็นต้น

2. เส้นด้าย  เส้นด้ายเกิดจากการที่นำเส้นใยหลายๆเส้นมารวมกันขนาดจะใหญ่กว่าเส้นใยเดิมที่เรียกว่าการปั่นด้าย
ปัจจุบัน กระบวนการปั่นด้ายมีหลายวิธี เช่น การปั่นด้ายด้วยแบบวงแหวน ( Ring Spinning ) การปั่นด้ายแบบปลายเปิด (Open-end Spinning ) การปั่นด้ายแบบเกลียวสลับ ( Self Twist ) การปั่นด้ายแบบไรเกลียว (Wrapped Yarns ) และการปั่นด้ายแบบอื่นๆ


3. การผลิตผ้า ผ้าเป็นวัสดุที่มีลักษณะเป็นผืน มีความกว้างและความยาว ผลิตจากเส้นใย การผลิตผ้า ถ้าแบ่งตามโครงสร้างของผ้าอาจแบ่งได้ 5 ชนิดด้วยกัน
 

* ผ้า เป็นผ้าที่ไม่ได้ผ่านการทอ เช่น ผ้าผัดใยขนสัตว์ และผ้าอัดด้วยเข็ม
 

* ผ้าถักนิต ( Knitted Fabrics ) หรือผ้ายืด เป็นผ้าที่มีความยืดหยุ่นคืนตัวได้ดี ไม่ยับง่าย สวมใส่สบาย

* ผ้าทอ  ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ที่เราใช้อยู่ในชีวิประจำวันการทอเบื้องต้นจะมี 3 แบบ ได้แก่ การทอลายขัด การทอลายสอง และการทอต่วน

* ผ้าผลิตจากใยด้ายผสม เป็นผ้าที่ประกอบด้วยใยตั้งสองชนิดขึ้นไปผสมกัน มีวัสดุประสงค์เพื่อเพิ่มสมบัติและการใช้งานและลดต้นทุน

* ผ้าที่ผลิตด้วยกระบวนการอื่นๆ เช่นการถักเปีย การทอผ้าลูกไม้ และผ้าอัดโปร่งลม เป็นต้น

4. การตกแต่งผ้าการ ตกแต่งผ้าเป็นกระการที่กระทำในระหว่างผลิตผ้า หรือหลังการทอผ้าเป็นผืนแล้ว เพื่อให้สมบัติและเนื้อสัมผัสของผ้าดีขึ้นเหมาะแก่การใช้สอย มีหลายวิธี เช่น การตกแต่งผ้าทางกล เป็นการตกแต่งที่ใช้ทางเครื่องจักรหรือเครื่องมือ การย้อมสี และการพิมพ์ลวดลายเป็นต้น


5. เครื่องที่ใช้ในการตัดเย็บผ้า รื่องมือที่ใช้ใน การตัดเย็บเสื้อผ้ามีหลายชนิด ได้แก่ โต๊ะทำงาน กระดาษสร้างแบบดินสอสร้างแบบ ชอล์ขัดผ้า ไม้บรรทัด ไม้ฉาก กรรไกร จักรเย็บผ้า เข็มหมุด สายวัด เครื่องเจาะกระดาษ เครื่องบากแบบตัด เหล็กเจาะรู และไม้โค้งฝรั่งเศส ( French Curves ) เป็นต้น


 
6. การออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอการออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์จากสิ่งทอ สามารถดำเนินการตามกระบวนการเทคโนโลยีดังนี้ 
- การระบุปัญหา
- การสืบค้นปัญหา
- การเลือกวิธีการแก้ปัญหา
- การวางแผนและการออกแบบเพื่อแก้ปัญหา
- การปฏิบัติการสร้างผลิตภัณฑ์
- การทดสอบและการประเมินผลิตภัณฑ์
- เสนอแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ 







เทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีสารสนเทศ



1. ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม

2. ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ

ระบบ สารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการ หนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน


3. ความหมายของข้อมูล

ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว


4. ความหมายของสารสนเทศ

สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้

5. ลักษณะสารสนเทศที่ดี


เนื้อหา (Content)
  • ความสมบูรณ์ครอบคลุม (completeness)
  • ความสัมพันธ์กับเรื่อง (relevance)
  • ความถูกต้อง (accuracy)
  • ความเชื่อถือได้ (reliability)
  • การตรวจสอบได้ (verifiability)

รูปแบบ (Format)
  • ชัดเจน (clarity)
  • ระดับรายละเอียด (level of detail)
  • รูปแบบการนำเสนอ (presentation)
  • สื่อการนำเสนอ (media)
  • ความยืดหยุ่น (flexibility)
  • ประหยัด (economy)

เวลา (Time)
  • ความรวดเร็วและทันใช้ (timely)
  • การปรับปรุงให้ทันสมัย (up-to-date)
  • มีระยะเวลา (time period)

กระบวนการ (Process)
  • ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
  • การมีส่วนร่วม (participation)
  • การเชื่อมโยง (connectivity)


6.ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)

ระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบที่รวบรวม ประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่สารสนเทศ เพื่อใช้ในการวางแผน การพัฒนาตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมการดำเนินงาน


7. องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based information systems CBIS) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) ฐานข้อมูล (database) เครือข่าย (network) กระบวนการ (procedure) และคน (people) Sorry, your browser doesn't support Java(tm). - ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และ ผลิต เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ

- ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน

- ฐานข้อมูล (Database) คือ การจัดระบบของแฟ้มข้อมูล ซึ่งเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน

- เครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร

- กระบวนการ (Procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการ และกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบสารสนเทศ

- คน (People) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้ระบบ


8. ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ

ประสิทธิภาพ (Efficiency)

• ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึ่งจะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วยในการ จัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล (access) เหล่านั้นมีความรวดเร็วด้วย

• ช่วยลดต้นทุน การที่ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ซึ่งมีปริมาณมากมีความสลับซับซ้อนให้ดำเนินการได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก

• ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการติดต่อได้ทั่วโลกภายในเวลาที่รวด เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย กัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ เสียง ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสามารถส่งได้ทันที

• ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหากระบบสารสนเทศนั้นออกแบบ เพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพพลายทั้ง หมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น


ประสิทธิผล (Effectiveness)

• ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้

• ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วย ทำให้องค์การทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้หน่วยงานสามารถเลือกผลิตสินค้า/บริการที่มีความเหมาะสมกับความ เชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรที่มีอยู่

• ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้ การติดต่อระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ตรงกับ ความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นด้วย

• ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)

• คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality o f Working Life)

เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล

เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล

        ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เราหันมาให้ความสำคัญต่อการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้ทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอินเทอร์เน็ตหรือด้านการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมในระยะไกลต่างๆ ก่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลมาใช้ในวงการธุรกิจต่าง ๆ เป็นการนำความรู้จากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาสร้างทางเลือกในการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ส่งผลให้เราสามารถลดต้นทุน ลดเวลาในการติดต่อสื่อสารส่งเสริมให้เกิดการใช้งานทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งเหมาะกับสภาพขององค์กรในปัจจุบันที่ต้องการการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง

     จาก จุดเริ่มแรกทำให้มีการใช้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์เพื่อการพาณิชย์ต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ง่าย ๆ จากการเปลี่ยนแปลงจากการสื่อสารแบบอนาล็อกเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายดิจิทัล ทำให้มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงขึ้น และส่งข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก ลดความผิดพลาดในการส่งข้อมูล ซึ่งสามารถส่งสารสนเทศทั้งที่เป็นข้อมูลประเภท เสียง และวิดีโอ ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งการใช้ดาวเทียมสื่อสารทำให้สามารถส่งข้อมูลภาพและเสียงข้ามซีกโลกได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการใช้เซลลูลาห์หรือเครือข่ายไร้สายอื่น ๆ นับว่าเป็นการทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการใช้อุปกรณ์แบบพกพาแบบต่าง ๆ ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก


1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล

1.1 องค์ประกอบพื้นฐานในการสื่อสารข้อมูล

องค์ประกอบพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ส่วนแสดงดังรูปที่ 1
 
 
 รูปที่ 1 องค์ประกอบการสื่อสาร
 
1. ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล (Sender) เป็นแหล่งต้นทางของการสื่อสารโดยมีหน้าที่ในการให้กำเนิดข้อมูล หรือเตรียมข้อมูล เช่น ผู้พูด คอมพิวเตอร์ต้นทาง เป็นต้น
 
2. ผู้รับหรืออุปกรณ์รับข้อมูล (Receiver) เป็น แหล่งปลายทางของการสื่อสาร หรือเป็นอุปกรณ์สำหรับข้อมูลที่จะนำข้อมูลนั้นไปใช้ดำเนินการต่อไป เช่น ผู้รับ คอมพิวเตอร์ปลายทาง เครื่องพิมพ์
 
3. ข่าวสาร (Massage) เป็นตัวเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งมีได้หลายรูปแบบดังนี้ คือ
- ข้อความ (Text) ข้อมูลที่อยู่ในรูปอักขระ หรือเอกสาร เช่น ข้อความในหนังสือ เป็นต้น
- เสียง (Voice) ข้อมูลเสียงที่แหล่งต้นทางสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นเสียงที่มนุษย์หรืออุปกรณ์บางอย่างเป็นตัวสร้างก็ได้
- รูปภาพ (Image) เป็นข้อมูลที่ไม่เหมือนข้อความตัวอักษรที่เรียงติดต่อกัน แต่จะมีลักษณะเหมือนรูปภาพ เช่น การสแกนภาพเข้าคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลรูปภาพกับข้อมูลข้อความ แล้วรูปภาพจะมีขนาดใหญ่กว่า
- สื่อผสม (Multimedia) ข้อมูลที่ผสมลักษณะของทั้งรูปภาพ เสียงและข้อความเข้าด้วยกัน โดยสามารถเคลื่อนไหวได้ เช่น การเรียนผ่านระบบ VDO conference เป็นต้น โดยข้อมูลจะมีขนาดใหญ่มาก
 
4. สื่อกลางหรือตัวกลางในการนำส่งข้อมูล (Medium) เป็น สื่อหรือช่องทางที่ใช้ในการนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง ซึ่งอาจเป็นตัวกลางที่มีสายสัญญาณ เช่น สายไฟ หรือตัวกลางที่ไม่ใช้สายสัญญาณ เช่น อากาศ เป็นต้น
 
5. โปรโตคอล (Protocol) เป็นข้อกำหนดหรือข้อตกลงถึงกฎระเบียบและวิธีการที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับมีความเข้าใจตรงกัน

1.2 ชนิดของการสื่อสาร
การสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้รับกับผู้ส่งสามารถแบ่งได้เป็น3 ประเภท
 
1. การสื่อสารข้อมูลทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เป็นการติดต่อสื่อสารเพียงทิศทางเดียว คือผู้ส่งจะส่งข้อมูลเพียงฝั่งเดียวและโดยฝั่งรับไม่มีการตอบกลับ เช่น การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ การส่ง e-mail เป็นต้น
 
 
    รูปที่ 2 แสดงการสื่อสารข้อมูลทิศทางเดียว



2. การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน (Half Duplex Transmission) เป็นการสื่อสาร 2 ทิศทางแต่คนละเวลากัน เช่น วิทยุสื่อสาร เป็นต้น แสดงดังรูปที่ 3
 
รูปที่ 3 แสดงการสื่อสารข้อมูลสองทิศทางสลับกัน
 
 
3. การสื่อสารข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน (Full Duplex Transmission) เป็นการสื่อสาร 2 ทิศทาง โดยสามารถส่งข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ เช่น การคุยโทรศัพท์ เป็นต้น แสดงดังรูปที่ 4


รูปที่ 4 แสดงการสื่อสารข้อมูลสองทิศทางพร้อมกัน
 
 
 
 
1.3 การสื่อสารข้อมูลทางคอมพิวเตอร์
 
การสื่อสารข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง การโอนถ่าย (Transmission) ข้อมูลหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ส่งต้นทางกับผู้รับปลายทาง ทั้งข้อมูลประเภท ข้อความ รูปภาพ เสียง หรือข้อมูลสื่อผสม โดยผู้ส่งต้นทางส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีหน้าที่แปลงข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่ในรูป       
 
สัญญาณทางไฟฟ้า (Electronic data) จากนั้นถึงส่งไปยังอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์ปลายทาง



เทคโนโลยีอุตสาหกรรม

        

เทคโนโลยีอุตสาหกรรม

       เทคโนโลยีอุตสาหกรรม (อังกฤษ: industrial technology) คือศาสตร์หนึ่งที่เกี่ยวข้องเทคโนโลยี การนำเทคโนโลยีไปใช้ประยุกต์กับงานด้านต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังรวมถึงการบริหารจัดการ การควบคุมคุณภาพ การวางผังโรงงาน
      นักเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จะมีความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านการบริหารจัดการ จะสามารถทำงานประสานงานกับวิศวกรและฝ่ายต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี



ยานพาหนะควบคุมแบบสมดุล
ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์เปิดโอกาสให้น้องๆ บังคับหุ่นยนต์เตะลูกบอลเข้าประตู
ในงานจะได้พบกับ ทีมหุ่นยนต์กู้ภัยแชมป์โลก 3 สมัย ทีมหุ่นยนต์ iRAP_PRO ชนะเลิศการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยระดับโลก ปี 2552 (World Robocup Rescue 2009) ณ เมืองกราซ ประเทศออสเตรีย โดยจะจัดแสดงโชว์เป็นรอบๆ


 (ภาพบนและล่าง) โฉมหน้าหุ่นยนต์กู้ภัย แชมป์โลก




(ภาพบนและล่าง) วิธีการพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัย

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานนอก ที่ให้การสนับสนุนร่วมจัดนิทรรศการ ได้แก่ วิทยาลัยกาญจนาภิเษกช่างทองหลวง โรงเรียนนายร้อย จปร. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท เฟสโต้ บริษัท ลูคัส นูเลอร์ สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) บริษัท ไดกิ้น คอมเพรสเซอร์ อินดัสทรีส์ จำกัด ATEC Computer I – NEX AVL บริษัท อำพัน เทคโนโลยี บริษัท ซีเมนส์ จำกัด Dynamic Satcom กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)และบริษัท Forcefull Corporation Limited (Machine Design and Solution)
  สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี




http://www.livetogether.org/content/

        



วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีการขนส่ง


รูปแบบของการขนส่ง (Mode of Transportation)      

การขนส่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ย่อโลกให้เล็กลง ซึ่งได้ปฏิเสธกฏของธรรมชาติที่ว่าด้วยระยะทางและเวลาไปจากเดิม นับตั้งแต่โบราณกาลที่มนุษย์ออกเดินทางเพื่อการล่าสัตว์มาเป็นอาหาร การเดินทางไปมาหาสู่กัน มีการอพยพย้ายถิ่นฐาน มนุษย์ก็ได้เริ่มต้นจากการนำสัตว์มาเป็นพาหนะ เพื่อการเดินทางและขนส่งสิ่งของสัมภาระต่างๆ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังค้นคิดวิวัฒนาการ รูปแบบของยานพาหนะก็จะยังคงพัฒนาต่อไป เพื่อให้ก้าวผ่านข้อจำกัดต่างๆ อันได้แก่ ถนนหนทางที่ทุรกันดาร ผืนน้ำกว้างใหญ่หรือท้องทะเล แม้แต่ท้องฟ้าหรือห้วงอวกาศ ล้วนเป็นบทพิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์ ที่เรียกว่า "ยานพาหนะ" ขึ้นมาท้าทายธรรมชาติได้ทุกเมื่อ และหากจะแบ่งกลุ่มของยานพาหนะตามลักษณะการใช้งานก็น่าจะจัดแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ กล่าวคือ


  • ยานพาหนะเพื่อขนส่งบุคคล และ
  • ยานพาหนะเพื่อการขนส่งสิ่งของ หรือสินค้า
    การขนส่ง ถูกจัดความสำคัญไว้เป็นลำดับต้นๆ ที่ช่วยสนับสนุนกิจการด้านต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จ ทั้งยังมีบทบาทเป็นดรรชนีชี้วัดความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น การขนส่ง จึงมิใช่เรื่องของการพัฒนายานพาหนะ หรือการแข่งขันทางด้านยนตกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึง ระบบกระบวนวิธีการ ที่เรียกว่า ระบบการขนส่ง หรือกระบวนการบริหารจัดการทางด้านการขนส่งอย่างเป็นระบบ อาทิเช่น ในแง่การขนส่งบุคคล ก็จำเป็นต้องมี ระบบขนส่งมวลชน ที่มีประสิทธิภาพ ในแง่การขนส่งสินค้า ก็ยิ่งต้องใช้วิธีการทางโลจิสติกส์เข้ามาบูรณาการอย่างเป็นระบบ
 
      การขนส่งสินค้า ในยุคเริ่มแรกของการขนส่งเพื่อการค้าขาย ก็อาจจะเป็นการขนส่งโดยใช้เป็นยานพาหนะเทียมเกวียณ ชักลากสิ่งของ หรือล้อเลื่อน โดยอาศัยแรงงานจากสัตว์ เช่น ช้าง ม้า ลา ล่อ อูฐ กวาง หรือแม้แต่ สุนัข เป็นต้น หลังจากนั้น ก็พัฒนาไปสู่ระบบราง เพื่อให้ขนส่งสินค้าได้จำนวนมากเท่าที่จะมากได้ และก้าวเข้าสู่ยุคของการเดินทางข้ามมหาสมุทร การขนส่งสินค้าทางเรือ จึงเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย และได้ก่อกำเนิดกฏกติกาว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางทะเล (ทางน้ำ) ขึ้น และเป็นแม่บทของระบบการขนส่งสินค้าสมัยใหม่ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่โลกจะได้พัฒนาอุตสาหกรรมทางการบิน ไปสู่เชิงพาณิชย์ มีการสร้างเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ เพื่อการลำเลียงสินค้าโดยเฉพาะที่เรียกว่า เครื่องบินบรรทุกสินค้า (Air Freighter) และการขนส่งสินค้า ก็ยังคงปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการไปอย่างต่อเนื่อง จากนวัตกรรมใหม่ๆ อันเป็นผลผลิตทางเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง อันได้แก่ การขนส่งน้ำมัน และก๊าซทางระบบท่อส่ง หรือท่อลำเลียง ซึ่งไม่ต้องใช้ยานพาหนะแต่อย่างใด และล่าสุดก็คือ การอัพโหลด และดาวน์โหลด ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรืออื่นๆ ซึ่งได้ข้ามผ่านข้อจำกัดของรูปแบบ และยานพหนะไปแล้ว แต่เพื่อให้เราสะดวกต่อการศึกษาทำความเข้าใจ จึงอาจจะกำหนดรูปแบบของการขนส่งไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ดังนี้
 

รูปแบบของการขนส่ง (Mode of Transportation)
  • การขนส่งทางน้ำ หรือทางเรือ (Water/Ship Transportation)
  • การขนส่งทางอากาศ (Air Transportation)
  • การขนส่งทางรถยนต์ หรือทางรถบรรทุก (Truck Transportation)
  • การขนส่งทางทางรถไฟ หรือระบบราง (Rail Transportation)
  • การขนส่งทางระบบท่อ (Pipeline Transportation)






การขนส่งทางท่อ (Pipeline Transportation)      

การขนส่งทางท่อ (Pipeline Transportation) เป็นระบบขนส่งที่มีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากสินค้าที่ขนส่งต้องอยู่ในรูปของเหลว โดยบริเวณที่ท่อผ่านจะต้องมีความชันไม่มากเกินไป เพื่อให้ของเหลวที่ไหลผ่านท่อไม่ไหลย้อนกลับและไม่มีการขนส่งเที่ยวกลับ สินค้าที่นิยมขนส่งทางท่อ ได้แก่ น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น






การขนส่งทางอากาศ (Air Transportation)       

เนื่องจากเวลาเป็นอุปสรรคสำคัญในการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะทางเรือและทางถนน สำหรับสินค้าบางประเภทแล้วเวลาที่ใช้ในการขนส่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุม เพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจให้มากที่สุด การเลือกใช้เส้นทางการขนส่ง และรูปแบบของการขนส่งจึงต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ยิ่งสินค้าที่มีความบอบบาง หรือต้องควบคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษ เช่น ดอกไม้ ผลไม้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกใช้รูปแบบการขนส่งที่ต้องแข่งกับเวลา และลดความเสียหายของสินค้าที่มีสาเหตุจากการขนส่ง การขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Transportation) จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆที่ถูกเลือกใช้ ด้วยลักษณะเฉพาะตัวเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น







การขนส่งทางน้ำ/ทางเรือ (Water Transportation)      


การขนส่งสินค้าทางน้ำหรือทางเรือ (Water Transportation) ถือได้ว่าเป็นรูปแบบการขนส่งที่เก่าแก่ที่สุด ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ด้วยคุณลักษณะเฉพาะของการขนส่งสินค้าทางน้ำหรือทางเรือที่เหมาะกับการขนส่งสินค้าที่มีปริมาณคราวละมากๆ น้ำหนักเยอะ และต้องการต้นทุนที่ต่ำ
การขนส่งสินค้าไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือระหว่างประเทศ ต่างมีข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นการขนส่งสินค้าทางน้ำหรือทางเรือนั้น แม้ว่าจะเป็นรูปแบบการขนส่งที่เหมาะกับทุกประเภทธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน เวลา(Timing)ของการได้รับสินค้านั้น ย่อมใช้เวลามากตามไปด้วย ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนําเข้าและส่งออกสินค้าจึงควรศึกษาและทําความเข้าใจในองค์ประกอบ และขั้นตอนต่างๆก่อนการตัดสินใจ




การขนส่งรถยนต์หรือรถบรรทุก (Truck Transportation)

การขนส่งทางรถยนต์หรือทางรถบรรทุก (Truck Transportation) ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการขนส่งทางบก ประกอบกับรัฐบาลได้มีนโยบายการสร้างถนน การขยายเส้นทาง และการผลักดันให้เกิดกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาทิเช่น ความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ทำให้เกิดถนนสายเศรษฐกิจ (R3A -R3B ,R9) ซึ่งจะส่งผลให้การค้าขายระหว่างประเทศมีความสะดวก และคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งการขนส่งทางรถยนต์หรือทางรถบรรทุกนั้น สามารถแก้ปัญหาในด้านการจำหน่ายสินค้าของผู้ผลิตได้เป็นอย่างมาก ผู้ค้าสามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าที่สั่งจะส่งถึงมือในเวลาอันรวดเร็ว








การขนส่งทางรถไฟ (Rail Transportation)      

การขนส่งสินค้าทางรถไฟ (Rail Transportation) มีข้อดี คือสามารถขนส่งสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่อหน่วยต่ำ เมื่อเทียบกับการขนส่งประเภทอื่นๆ ซึ่งสินค้าที่ทำการขนส่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าต่ำและมีน้ำหนักมาก เช่น ถ่านหิน ปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ข้าว น้ำตาล แร่ดิบต่างๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการขนส่งทางรถไฟจะมีข้อเสียทางด้านของเวลา และความต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับการการเปลี่ยนรถตามสถานีรถไฟหรือชุมทางรถไฟ รวมทั้งขบวนรถไฟที่มีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผลิต









เทคโนโลยีวัสดุศาสาตร์




        วัสดุ (Materials) หมายถึง สิ่งของหรือวัตถุที่นำมาใช้ประกอบกันเป็นชิ้นงานตาม การออกแบบ มีตัวตน สามารถสัมผัสได้และมีคุณสมบัติเฉพาะตัวทางฟิสิกส์ ทางเคมี ไฟฟ้า หรือคุณสมบัติเชิงกลแตกต่างกัน (ไพฑูรย์ ประสมศรี, 2543) 






        วัสดุศาสตร์ (Materials Science) คือ การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ เป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบพื้นฐานของวัสดุ และการจัดเรียงตัวในระดับอะตอม และสมบัติของวัสดุ ซึ่งความรู้ดังกล่าวนี้ จะนำมาผลิตหรือสร้างเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งหาค่าสมรรถนะในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ความรู้ที่นำมาใช้นั้นจะมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ คือการใช้ความรู้ในหลายๆ แขนงมาร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันวัสดุศาสตร์ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างมากมายในเกือบจะทุกผลิตภัณฑ์ ดังนั้น วัสดุศาสตร์จึงยิ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้หลายแขนงวิชา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ เคมี วิศวกรรม ชีววิทยา ไฟฟ้า คณิตศาสตร์ หรือ การแพทย์ เข้ามาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหรืออธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับวัสดุและสมบัติที่สนใจ



        งานของนักวัสดุศาสตร์ หรือผู้ที่ทำงานทางด้านการศึกษาวัสดุ จึงเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของวัสดุ ศึกษาทดสอบสมบัติในลักษณะต่างๆ ของวัสดุนั้น ค้นหาวิธีที่จะสามารถสังเคราะห์ หรือผลิตวัสดุนั้นขึ้นมา และนำวัสดุนั้นไปเลือกใช้งานเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เพื่อนำไปสู่ประโยชน์และสมรรถนะในการใช้งานอย่างสูงสุด (จินตมัย สุวรรณประทีป,Online) 



       วัสดุศาสตร์อยู่รอบตัวเรา ในชีวิตประจำวันมนุษย์ต้องมีการใช้งานวัสดุต่างๆอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากในการดำเนินชีวิตหรือการทำงานต้องสัมผัสกับวัสดุมากมาย ดังนั้นวัสดุศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อมนุษย์เราอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค IT (Information Technology)ที่จะต้องมีการติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาวัสดุที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้คอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานด้วยความเร็วสูงขึ้น แต่มีขนาดที่เล็กลง หรือการผลิตโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่มีการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นจนแทบจะไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อาศัยความก้าวหน้าทางวัสดุศาสตร์หรือไม่ว่าจะเป็นวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุนำแสง หรือวัสดุแม่เหล็ก แม้การสื่อสารที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทำให้สามารถติดต่อกันได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แม้จะอยู่ห่างไกลกัน อย่างไรก็ตามการเดินทาง และการขนส่งคงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า หรือการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อธุรกิจ หรือแม้แต่ภารกิจสำรวจอวกาศ วัสดุศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระสวยอวกาศ รถไฟความเร็วสูง รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีความปลอดภัย และประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น


      วัสดุศาสตร์มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาโรคและบำรุงสุขภาพของมนุษย์ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ประเภทต่างๆ ได้รับการวิจัย และพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการรักษา ทดแทน แก้ไขปัญหาต่างๆในการรักษาโรค ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ คอนแทคเลนส์ กระดูกเทียม ข้อต่อเทียม แขน-ขาเทียม หรือ แผ่นเมมเบรนปิดแผลลดแผลเป็นบนผิวหนัง แปรงสีฟันยุคใหม่ ที่ขนแปรงทำด้วยไนล่อน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และคืนรูปได้ดี เลนส์แว่นตากันแดดที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามความเข้มของแสงซึ่งจัดเป็นวัสดุฉลาด (smart materials) ซึ่งสามารถพัฒนาและปรับตัวต่อสภาพแรงกระตุ้นจากภายนอก ที่มาสู่ตัววัสดุได้ด้วยตัวเอง เป็นต้น











เทคโนโลยีอาหาร





      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับกรมประมงและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ( AIT ) ดำเนินการโครงการวิจัยศึกษาการนำเศษเหลือทิ้งของกุ้งมาใช้ประโยชน์ โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. รับผิดชอบในการพัฒนากระบวนการผลิตระดับโรงงานนำทางและระดับอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสกัดโปรตีนเข้มข้นจากหัวกุ้งแบบครบวงจร เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถผลิตน้ำโปรตีนเข้มข้นจากหัวกุ้ง ที่มีความเข้มข้นถึง 30-40 % ของวัตถุดิบแห้ง ประสิทธิภาพดีเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงกุ้งวัยอ่อน ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ
     เทคโนโลยีการผลิตโปรตีนเข้มข้นจากหัวกุ้งที่ วว. พัฒนาขึ้นนี้ประกอบด้วย 4 ส่วนด้วยกันคือ เครื่องบด ถังหมัก เครื่องกรองแยกกากและเครื่องระเหย ขั้นตอนการทำงานเริ่มจากนำหัวกุ้งที่เหลือจากโรงงานแช่เยือกแข็ง โรงงานกุ้งกระป๋องต่างๆ นำมาบดหยาบด้วยเครื่องบดให้ได้ขนาด 1 เซนติเมตร หลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการหมักในถังหมัก แล้วจึงใส่อาหารเลี้ยงเชื้อที่มีจุลินทรีย์ ซึ่งเตรียมได้จากห้องปฏิบัติการของศูนย์จุลินทรีย์ วว. สำหรับในการหมักนี้จะต้องรักษาอุณหภูมิและความเป็นกรด-เบส ( pH ) ให้เหมาะสม จากนั้นนำมากรองแยกกากด้วยเครื่องกรองแยกกาก ซึ่งจะแยกน้ำหมักและกากออกจากกัน โดยกากส่วนนี้คือวัตถุดิที่นำไปทำไคติน ไคโตซานและในส่วนของน้ำหมัก ( Hydrolysate ) ที่แยกได้จะนำเข้าสู่เครื่องระเหยเพื่อฆ่าเชื้อและจะได้น้ำโปรตีนเข้มข้น ปัจจัยที่มีผลต่อการสกัดโปรตีน คือ ความสดของหัวกุ้ง หากนำหัวกุ้งสดมาสกัด ก็จะได้โปรตีนสูง ในขณะที่หัวกุ้งไม่สดจะได้น้อย เนื่องจากโปรตีนจะถูกทำลายหรือหากเป็นกุ้งคนละพันธุ์ก็จะให้ปริมาณโปรตีนที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของการหมักด้วย ตลอดจนการควบคุมอุณหภูมิ และการควบคุมค่าความเป็นกรด-เบส โปรตีนเข้มข้นที่ผลิตได้นี้สามารถนำไปผสมเป็นอาหารเลี้ยงกุ้งในสัดส่วนที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร เช่น อาหารของกุ้งวัยอ่อน กุ้งอนุบาล โดยสามารถใช้ทดแทนอาหารเลี้ยงกุ้งวัยอ่อน คือ อาทีเมีย (ไรชนิดหนึ่ง ใช้เป็นอาหารเลี้ยงกุ้งวัยอ่อน) ที่มีราคาแพงทั้งยังต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่าปีละนับพันล้านบาท โดยน้ำโปรตีนเข้มข้นที่เหลือจากการผสมสามารถเก็บไว้ในห้องเย็นที่มีความเย็นต่ำ เพื่อเป็นวัตถุดิบที่พร้อมนำไปผสมกับอาหารสัตว์ในสูตรต่างๆ ต่อไป โดยปกติจะเก็บได้ประมาณ 1-2 เดือน แต่สำหรับในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมหรือโรงงานจะเก็บไว้ไม่เกิน 1 สัปดาห์เท่านั้น ก็นำผสมเป็นอาหารสัตว์หมด เพราะหากเก็บไว้นานก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
    ขณะนี้ วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับภาคเอกชน คือ บริษัท เวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นที่เรียบร้อย และได้ดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีไว้แล้ว

คุณลักษณะเด่นของการผลิตโปรตีนเข้มข้นจากหัวกุ้ง
  • ทำงานแบบครบวงจร
  • ผลิตน้ำโปรตีนเข้มข้นจากหัวกุ้งที่มีความเข้มข้น 30-40 % ของวัตถุดิบแห้ง
  • เพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรม
  • น้ำโปรตีนเข้มข้นนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย
  • ทดแทนการนำเข้าอาหารลูกกุ้ง , อาทีเมีย

รายละเอียดการผลิตโปรตีนเข้มข้นจากหัวกุ้ง
  • ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ คือ เครื่องบด ถังหมัก เครื่องกรองแยกกากและเครื่องระเหย
  • กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 200 - 300 กิโลกรัมต่อวัน